หลักมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานที่มีความสุข
เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ ได้เสนอ หลักมนุษยสัมพันธ์ในการทํางานไว้ดังนี้
1.หลักตนเองและผู้อื่นมีความสุข
2. หลักการยอมรับซึ่งกันและกัน
3. หลักการให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

พื้นฐานเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์
หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์ได้แก่หลักการดังต่อไปนี้
1. หลักวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ การใช้หลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของบุคคลในด้านต่างๆ ต่อไปนี้ คือ
2. ความสมบูรณ์และความผิดปกติของสมองความสมบูรณ์และความผิดปกติของสมองย่อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลเป็นอย่างยิ่งบุคคลที่สมองผิดปกติย่อมทำให้พฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานได้
3. ความพิการทางร่างกายและการเจ็บป่วยเรื้อรัง ความพิการทางร่างกาย ย่อมมีผลต่อจิตใจและความรู้สึกสำนึกคิดเป็นอย่างมาก
4. โรคจิตโรคประสาท บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตดังกล่าว ย่อมมีพฤติกรรมที่แปรปรวนไม่เป็นไปตามมาตรฐานของสังคม เช่น บางคนเป็นคนขี้ระแวง คอยจับผิดผู้อื่นตลอดเวลา
5. หลักวิชาจิตวิทยาเป็นการใช้จิตวิทยาศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในแง่มุมต่างๆเช่นความต้องการพื้นฐาน อารมณ์ ความรู้สึก การรับรู้ ทัศนคติ และบุคลิกภาพ
6. หลักปรัชญาและจริยศาสตร์ การสร้างมนุษยสัมพันธ์จะต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ศักดิ์ศรีและมีคุณงามความดี”
7.นักวิชาสังคมวิทยา สังคมวิทยาศึกษาถึงสภาพธรรมชาติของกลุ่มคน ความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม แบบอย่างความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม รูปแบบขององค์กรต่างๆ หรือผู้นำเป็นต้น
8.  หลักการวิชามนุษย์วิทยา หลักการทางด้านมนุษยวิทยา ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมต่างๆได้แก่
9.  วัฒนธรรมทางความคิด เป็นความเชื่อหรือความคิดซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ แต่คนในสังคมเชื่อเช่นนั้น  ความเชื่อในโชคลาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น
10. วัฒนธรรมบรรทัดฐาน เป็นระเบียบแบบแผนหรือประเพณีที่บุคคลในสังคมยึดถือปฏิบัติร่วมกัน





การจากแนวคิดต่างๆ
หลักการของมนุษยสัมพันธ์สอดคล้องกับแนวคิดต่างๆดังนี้
1. กฎทองคำ ซึ่งเป็นบทบัญญัติในคริสตศาสนา มีดังนี้ “จงปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านเหมือนที่ท่านปฏิบัติต่อตนเอง”
2.  หลักการในสิ่งที่ผู้อื่นต้องการ หมายถึง การให้ในสิ่งที่ผู้อื่นต้องการ เราก็จะได้รับในสิ่งที่เราต้องการ

หลักมนุษยสัมพันธ์สำหรับผู้บังคับบัญชา
ผู้บริหารควรยึดหลักมนุษยสัมพันธ์ดังต่อไปนี้
1 .หลักความมั่นคงปลอดภัย คือต้องบริหารคนและงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกมีความมั่นคงปลอดภัย
2.  หลักความเห็นอกเห็นใจ หมายถึง ผู้บังคับบัญชาต้องเห็นอกเห็นใจผู้ใต้บังคับบัญชา และต้องให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
3.  หลักการจูงใจ หมายถึง การตอบแทนความดี ความเสียสละ และความสามารถด้วยรางวัล ตำแหน่งหน้าที่ หรือสิ่งจูงใจคนอื่น
4. หลักการยอมรับนับถือ คือ การยอมรับในความคิดเห็น การยกย่องให้เกียรติตามควรแก่กรณี
5. หลักศิลปะ การสร้างมนุษยสัมพันธ์ต้องใช้เทคนิคเป็นอย่างยิ่งผู้บังคับบัญชาจะต้องรู้จังหวะในการพูดจา การใช้งาน หรือแม้แต่การให้บำเหน็จรางวัลก็ควรให้ในเวลาและจังหวะที่เหมาะสม
6. หลักความยุติธรรม คือ ค่าจ้างเหมาะกับความยากของงาน ให้บำเหน็จความชอบถูกต้องตามเหมาะสม

หลักมนุษยสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานหลักธรรมะ
คือคำสอน 3 ประการดังนี้
1 เว้นจากการทำความชั่ว คือ การปฏิบัติตามศีล 5  ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การไม่ลักทรัพย์ซื่อสัตย์สุจริต การไม่ประพฤติผิดในกาม การไม่พูดโกหกหรือพูดจาส่อเสียดผู้อื่น การไม่ดื่มเครื่องดองของมึนเมา
2  การกระทำความดี คือ การมีเมตตา ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น มีกิริยาวาจาสุภาพ มีความซื่อสัตย์ ประกอบอาชีพสุจริต เป็นต้น
3  การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หมายถึง การนึกคิดไปในทางที่ดีงาม ไม่หวาดระแวงไม่คิดอิจฉาริษยาผู้อื่น

ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับมนุษยสัมพันธ์ที่สำคัญ ได้แก่ทฤษฎีดังต่อไปนี้
1. ทฤษฎีการจูงใจของแมคเกรเกอร์
ในการสร้างมนุษยสัมพันธ์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้หลักการจูงใจ ทฤษฎีของแมคเกรเกอร์เป็นทฤษฎีการจูงใจในการบริหาร ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์  2 ด้านดังนี้
1.1 ทฤษฎีเอกซ์  นักทฤษฎีนี้เชื่อว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีแต่ความต้องการ คือ มีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด และมีลักษณะอื่นๆ อีก เช่น
1.1.1 ไม่ชอบทำงาน มักจะหลบงานเมื่อมีโอกาส การจูงใจให้มนุษย์ทำงาน ต้องใช้วิธีบังคับ ควบคุม  ลงโทษ
1.1.2 ชอบเป็นผู้ตาม เวลาทำงานต้องคอยฟังคำสั่ง พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ แต่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยมากที่สุด
1.1.3 ให้ความสำคัญแก่ตนเองเท่านั้น ไม่สนใจความต้องการของผู้อื่น
1.1.4 มักต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
1.2  ทฤษฎีวาย  ทัศนคติของนักพฤติกรรมศาสตร์หลายท่าน เช่น ลิเคิร์ท   อาร์กิริส บุคคลเหล่านี้เชื่อว่า มนุษย์เป็นผู้ชอบการสมาคม มนุษย์จะอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องพบปะคุยและให้ความช่วยเหลือกัน
แมคเกรเกอร์ ได้สรุปทัศนะของนักพฤติกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ดังนี้
1.2.1  รักงาน จะทำงานด้วยความสุขโดยเชื่อว่างานเป็นสิ่งที่สนองความต้องการ คนอื่นจะหลีกเลี่ยงงานหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการบริหารของผู้บังคับบัญชา
1.2.2 จะทำงานด้วยตัวของเขาเอง มีความรับผิดชอบในการทำงานจนได้รับความสำเร็จ
1.2.3 ชอบทำงานเป็นกลุ่ม
1.2.4 เรียนรู้จักสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ จะแสวงหาความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น
1.2.5 มีความเฉลียวฉลาด มีความคิด การสร้างสรรค์ตน และแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มนุษย์ทุกคนรู้จักตนเองว่าเป็นใคร
กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีนี้มองมนุษย์ในแง่บวกมากกว่า  ทฤษฎีเอกซ์
2 ทฤษฎีแซด
ทฤษฎีแซด  ของเรดดิน มีความเชื่อว่ามนุษย์มีความซับซ้อน แต่ในความจริงมนุษย์มีลักษณะทั่วไปดังนี้
2.1 เป็นผู้มีตั้งใจในการทำงาน
2.2 ยอมรับทั้งความดีและความชั่ว
2.3 จะถูกผลักดันจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมให้ทำสิ่งต่างๆ
2.4 มีเหตุผลเป็นสิ่งจูงใจให้ทำงาน
2.5 มักจะพึ่งพาอาศัยกัน และต้องติดต่อเกี่ยวข้องกันในสังคม
2.6  ทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
3 ทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์
อับราฮัม มาสโลว์ ได้กำหนดตัวมนุษย์มีความต้องการจำเป็น 5 ประการดังนี้
3.1 ความต้องการทางด้านร่างกาย ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเพศสัมพันธ์
3.2 ความต้องการมั่นคงปลอดภัย เช่น มนุษย์มีความต้องการมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การงาน
3.3 ความต้องการความรักและการยอมรับของสังคม   เช่น มนุษย์ต้องการความรักทั้งต้องการรักคนอื่นและต้องการให้คนอื่นรักตนด้วย
3.4 ความต้องการเกียรติยศและศักดิ์ศรี เช่น มนุษย์มีความต้องการในเกียรติ ลาภยศ ตำแหน่ง การสรรเสริญ ยกย่อง
3.5 ความต้องการความสำเร็จ มนุษย์ทุกคนมีความหวังมีเป้าหมายในชีวิตจะพยายามดิ้นรนขวนขวาย เพื่อให้บรรลุความสำเร็จตามที่ตนได้กำหนดเป้าหมายไว้ ทำให้ชีวิตมีความหมายยิ่งขึ้น
จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เมื่อมนุษย์ทราบว่าแต่ละคนมีความต้องการอย่างไร มนุษย์จะพยายามหาทางสนองความต้องการของตนและผู้อื่น เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน


หลักธรรมในการสร้างมนุษยสัมพันธ์
หลักธรรมในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นหลักในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ ได้แก่การเว้นจากการทำความชั่ว การทำความดี และการทำจิตใจให้ผ่องใส
การปฏิบัติตนครบทั้ง 3 หลัก จะแสดงพฤติกรรมตามหลักธรรมดังนี้
1  ขันติ โสรัจจะ ขันติคือความอดทน ส่วน โสรัจจะ คือความเงียบสงบ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่หงุดหงิดและไม่หม่นหมอง
2  สติ สัมปชัญญะ สติคือความระลึกได้ ไม่ลืมตัว ชวนสัมปชัญญะคือ ความรู้ตัวว่า ปัจจุบันตนนั้นอยู่ในสภาวะเช่นไร กำลังทำอะไร สมควรหรือไม่
3  หิริ โอตตัปปะ หิริ คือความละอายใจในการทำบาป ส่วนโอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป
4  เว้นจากอกุศลมูล คือ   โลภะ โทสะ และโมหะ โลภะ คือ ความอยากได้ทรัพย์สินของผู้อื่น โทสะ คืออารมณ์โกรธ โมหะ คือความลุ่มหลง งมงาย
5 พรหมวิหาร 4  คือหลักธรรมะที่มนุษย์ถือปฏิบัติดั่งพรหม ได้แก่หลักธรรมดังนี้
5.1 มีเมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
5.2 กรุณา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
5.3  มุทิตา ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี และไม่อิจฉาริษยาเมื่อผู้อื่นได้ดี
5.4  อุเบกขา วางเฉยต่อสถานการณ์ต่างๆ ถ้ามนุษย์มีหลักธรรมข้อนี้ จะเป็นผู้มีเสน่ห์ น่าเคารพนับถือ